ครอบฟันคืออะไร? เหมาะกับใคร และมีแบบไหนบ้าง
ครอบฟันคืออะไร? เหมาะกับใคร และมีแบบไหนบ้าง
"ครอบฟัน" หรือ Dental Crown เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาทางทันตกรรมที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะในกรณีที่ฟันมีปัญหา เช่น ฟันผุรุนแรง ฟันแตก หรือผ่านการรักษารากฟันมาแล้ว หลายคนอาจสงสัยว่า ครอบฟันคืออะไร และจะช่วยอะไรได้บ้าง รวมถึงควรเลือกแบบไหนดีให้เหมาะกับตัวเอง
ในบทความนี้ คลินิกทันตกรรมพาสุข จะพาคุณไปรู้จักกับครอบฟันให้ลึกขึ้น ทั้งประเภท ข้อดี-ข้อเสีย และวิธีดูแลหลังทำ เพื่อประกอบการตัดสินใจอย่างมั่นใจ
สารบัญ
1.ครอบฟัน (Dental Crown) คืออะไร
ครอบฟัน (Dental Crown) คืออะไร?
"ครอบฟัน" หรือ Dental Crown คือการรักษาทางทันตกรรมที่ใช้วัสดุเฉพาะในการครอบทับฟันธรรมชาติทั้งซี่ เพื่อเสริมความแข็งแรง ฟื้นฟูรูปร่าง และปกป้องฟันที่เสียหาย โดยทันตแพทย์จะกรอเนื้อฟันบางส่วนออกก่อน แล้วจึงสวมครอบฟันที่ออกแบบเฉพาะบุคคลลงไปพอดีกับฟันเดิม
ครอบฟันจัดเป็น "ฟันปลอมแบบติดแน่น" ซึ่งไม่สามารถถอดออกได้ และสามารถใช้ได้ทั้งกับฟันธรรมชาติและฟันที่มีรากเทียม จุดเด่นของการครอบฟันคือช่วยป้องกันฟันจากการแตกหักเพิ่มเติม และเพิ่มความสวยงามให้ดูเป็นธรรมชาติ
ประเภทของครอบฟัน มีกี่แบบ?
ครอบฟัน มีหลากหลายประเภท ซึ่งแต่ละแบบใช้วัสดุและมีคุณสมบัติแตกต่างกัน เหมาะกับตำแหน่งของฟันที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นฟันหน้า หรือฟันกราม โดยประเภทของครอบฟันที่นิยมใช้มีดังนี้:
1.ครอบฟันโลหะ (Metal Crown)
ใช้วัสดุโลหะ เช่น ทองคำ แพลเลเดียม หรือนิกเกิล มีความแข็งแรง ทนต่อแรงบดเคี้ยวสูง เหมาะกับฟันกรามด้านในที่ไม่ต้องเน้นความสวยงาม จุดด้อยคือสีของโลหะไม่เป็นธรรมชาติ จึงไม่เหมาะกับฟันหน้า
2.ครอบฟันเซรามิก (All-Ceramic Crown)
ทำจากวัสดุเซรามิกล้วน ให้สีใกล้เคียงฟันจริง เหมาะสำหรับฟันหน้าที่ต้องการความสวยงาม เป็นที่นิยมในผู้ที่ต้องการฟันขาวใสแบบเป็นธรรมชาติ
3.ครอบฟันโลหะเคลือบเซรามิก (Porcelain-Fused-to-Metal, PFM)
ภายในเป็นโลหะเพื่อความแข็งแรง ส่วนภายนอกเคลือบเซรามิกให้ดูเหมือนฟันธรรมชาติ เหมาะกับทั้งฟันหน้าและฟันหลัง แต่เมื่อใช้ไปนานอาจเห็นขอบโลหะตรงแนวเหงือกได้
4.ครอบฟันเรซิน (Resin Crown)
ผลิตจากวัสดุเรซิน ราคาย่อมเยา เหมาะสำหรับการใช้งานชั่วคราวหรือในกรณีเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม ความแข็งแรงและความทนทานจะต่ำกว่าครอบฟันประเภทอื่น
5.ครอบฟันเซอร์โคเนีย (Zirconia Crown)
วัสดุเซอร์โคเนียมีทั้งความแข็งแรงและความสวยงาม สีใกล้เคียงฟันธรรมชาติ ใช้ได้ทั้งฟันหน้าและฟันกราม เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการครอบฟันที่ดูดีและทนทานในระยะยาว
ใครบ้างที่ควรครอบฟัน?
การครอบฟันจะช่วยฟื้นฟูทั้งความแข็งแรงและความสวยงามของฟัน ทำให้คุณกลับมาใช้ฟันได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยมากขึ้น ครอบฟันเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาฟันในกรณีดังต่อไปนี้:
- ฟันแตกหักหรือบิ่นอย่างรุนแรง ที่ไม่สามารถซ่อมแซมด้วยการอุดฟันทั่วไป
- ฟันผุลึกหรือเสียหายมากจนการอุดฟันไม่เพียงพอ
- ฟันที่ผ่านการรักษารากฟัน ซึ่งมักจะเปราะบางและต้องการการเสริมความแข็งแรง
- ฟันที่มีรูปร่างหรือสีผิดปกติ ต้องการปรับปรุงความสวยงาม
- ฟันที่ใส่รากเทียม (Dental Implant) จำเป็นต้องครอบฟันเพื่อทำหน้าที่บดเคี้ยวแทนฟันธรรมชาติ
- ผู้ที่ต้องการปรับปรุงการสบฟันหรือป้องกันฟันจากการสึกกร่อนจากแรงบดเคี้ยว
ข้อดีของการครอบฟัน
การครอบฟันมีข้อดีหลายประการที่ช่วยฟื้นฟูและปกป้องฟันของคุณ ดังนี้
1.เพิ่มความแข็งแรงให้ฟัน:
ช่วยเสริมความมั่นคงให้ฟันที่เสียหายหรือผ่านการรักษารากฟัน ให้สามารถใช้งานบดเคี้ยวได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
2.ป้องกันการแตกหักเพิ่มเติม:
ครอบฟันช่วยปกป้องเนื้อฟันที่เหลืออยู่จากการสึกกร่อนหรือแรงกัดที่มากเกินไป
3.ปรับรูปลักษณ์ฟันให้สวยงาม:
วัสดุครอบฟันสามารถทำให้สีและรูปร่างฟันดูเป็นธรรมชาติ เพิ่มความมั่นใจในรอยยิ้ม
4.ใช้งานได้ทนทาน:
ครอบฟันคุณภาพสูงมีอายุการใช้งานนานหลายปี หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
5.แก้ไขปัญหาการสบฟัน:
ช่วยปรับสมดุลการบดเคี้ยว ป้องกันปัญหาการสบฟันผิดปกติและความเจ็บปวดจากการบดเคี้ยวผิดตำแหน่ง
6.เหมาะกับฟันทุกตำแหน่ง:
ไม่ว่าจะเป็นฟันหน้าเพื่อความสวยงาม หรือฟันหลังที่ต้องรับแรงกัดหนัก ครอบฟันสามารถตอบโจทย์ได้
ข้อเสียของการครอบฟัน
แม้การครอบฟันจะมีประโยชน์มาก แต่ก็ยังมีข้อจำกัดและข้อเสียที่ควรพิจารณา ดังนี้
1.ต้องกรอเนื้อฟันออก:
เพื่อเตรียมฟันสำหรับครอบฟัน ทันตแพทย์จำเป็นต้องกรอเนื้อฟันบางส่วนออก ซึ่งเป็นการสูญเสียเนื้อฟันถาวร
2.ค่าใช้จ่ายสูง:
ครอบฟันคุณภาพดีมีราคาค่อนข้างสูง โดยเฉพาะวัสดุเซรามิกหรือเซอร์โคเนีย
3.อาจเกิดอาการเสียวฟัน:
หลังการกรอเนื้อฟันหรือใส่ครอบฟันใหม่ อาจมีอาการเสียวฟันชั่วคราว
4.ครอบฟันอาจหลวมหรือหลุดได้:
หากการยึดติดไม่แน่น หรือฟันบริเวณนั้นมีปัญหาเพิ่มเติม ต้องได้รับการแก้ไขทันที
5.ความสึกหรอของวัสดุ:
ครอบฟันอาจสึกหรอหรือแตกหักได้ในระยะยาว โดยเฉพาะครอบฟันเรซินที่มีความทนทานต่ำกว่า
6. อาจเกิดการระคายเคืองหรืออักเสบ:
บางรายอาจมีอาการระคายเคืองเนื้อเยื่อเหงือกบริเวณรอบครอบฟัน หากไม่ดูแลความสะอาดอย่างถูกวิธี
วิธีดูแลหลังครอบฟัน
หลังจากทำครอบฟัน ควรปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้เพื่อรักษาครอบฟันให้อยู่ได้นานและป้องกันปัญหาต่าง ๆ
- หลีกเลี่ยงการเคี้ยวอาหารแข็งหรือเหนียว อย่างน้อย 24 ชั่วโมงหลังติดครอบฟัน เพื่อป้องกันการหลุดหรือเสียหาย
- รับประทานอาหารอ่อน ในช่วงแรกหลังทำครอบฟัน เพื่อช่วยให้ครอบฟันยึดติดอย่างมั่นคง
- บ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่น (ผสมน้ำเกลือ 1 ช้อนชากับน้ำอุ่น 1 แก้ว) อย่างน้อยวันละ 3 ครั้ง เพื่อลดอาการบวมและเจ็บปวด หรือใช้ยาแก้ปวดตามคำแนะนำทันตแพทย์
- ดูแลความสะอาดช่องปากเหมือนฟันปกติ โดยแปรงฟันวันละ 2 ครั้ง พร้อมใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดระหว่างซอกฟันอย่างสม่ำเสมอ
- ใช้น้ำยาบ้วนปาก ช่วยลดการสะสมของแบคทีเรียและป้องกันฟันผุหรือโรคเหงือก
- พบทันตแพทย์เป็นประจำ อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อตรวจสอบสุขภาพช่องปากและประสิทธิภาพของครอบฟัน เช่น ตรวจสอบการสึกหรอหรือความหลวมของครอบฟัน
อย่าลืมว่าการครอบฟันช่วยเสริมความแข็งแรงและความสวยงามให้ฟัน แต่ยังคงต้องดูแลสุขภาพช่องปากอย่างถูกวิธีเพื่อป้องกันฟันผุและโรคเหงือกที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ
สรุปครอบฟันคืออะไร? เหมาะกับใคร และมีแบบไหนบ้าง
ครอบฟัน (Dental Crown) คือการรักษาทางทันตกรรมที่ช่วยเสริมความแข็งแรงและฟื้นฟูฟันที่เสียหาย โดยการครอบวัสดุเฉพาะทับบนฟันธรรมชาติ เพื่อปกป้องโครงสร้างฟันเดิม และคืนความสวยงามให้กลับมาเหมือนใหม่
การทำครอบฟันเหมาะกับผู้ที่มีปัญหา ฟันแตก, ฟันผุรุนแรง, ฟันที่รักษารากแล้ว, หรือแม้แต่ผู้ที่ ใส่รากฟันเทียม รวมถึงผู้ที่ต้องการปรับรูปร่างและสีของฟันเพื่อความสวยงาม
แม้ว่าครอบฟันจะมีความทนทานและเพิ่มความมั่นใจให้กับรอยยิ้ม แต่ก็ต้องได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง เช่น การแปรงฟัน ใช้ไหมขัดฟัน และพบทันตแพทย์เป็นประจำ เพื่อตรวจสอบและยืดอายุการใช้งานของครอบฟัน
หากคุณกำลังมองหาคลินิกทำฟัน ที่มีบริการในส่วนของการทำครอบฟันอย่างเหมาะสมกับสภาพฟันของคุณ คลินิกทันตกรรมพาสุข (PASOOK Dental Clinic) พร้อมให้บริการด้วยทีมทันตแพทย์เฉพาะทางและเครื่องมือทันสมัย เพื่อให้คุณกลับมามีรอยยิ้มที่มั่นใจอีกครั้ง