เหงือกอักเสบรักษายังไง? รวมทุกวิธีตั้งแต่ดูแลเองจนถึงพบทันตแพทย์

เหงือกอักเสบ วิธีรักษาแบ่งเป็น 4 ระดับตามความรุนแรง เริ่มจากปรับวิธีแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันที่บ้าน ต่อด้วยการขูดหินปูนโดยทันตแพทย์ การเกลารากฟันเมื่อมีหินปูนใต้เหงือก และศัลยกรรมปริทันต์ในรายที่กระดูกถูกทำลายมาก ระยะแรกรักษาให้หายสนิทได้ แต่ระยะลุกลามทำได้เพียงหยุดการทำลาย
เหงือกแดง บวม เลือดออกตอนแปรงฟัน และมีกลิ่นปาก คือกลุ่มอาการที่คนไทยเจอกันแทบทุกคนอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต คำถามที่ตามมาคือ เหงือกอักเสบ วิธีรักษาที่ถูกต้องคืออะไร ต้องไปคลินิกทุกครั้งหรือดูแลเองได้ ความจริงคือคำตอบขึ้นอยู่กับว่าการอักเสบลุกลามไปถึงชั้นไหนแล้ว เหงือกอักเสบ วิธีรักษาในระยะแรกอาจง่ายเพียงเปลี่ยนเทคนิคการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันให้สม่ำเสมอ แต่ถ้าปล่อยไว้จนหินปูนเกาะใต้เหงือกและกระดูกเริ่มละลาย การดูแลที่บ้านจะไม่มีทางเอาชนะได้เลย บทความนี้จะไล่เรียงวิธีรักษาทั้งหมดเป็น 4 ระดับตามความรุนแรงจริง พร้อมบอกว่าแต่ละระดับใช้เวลาเท่าไร เจ็บแค่ไหน และจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองอยู่ระดับไหน
รู้ระยะก่อนรักษา: เหงือกอักเสบกับโรคปริทันต์ต่างกันอย่างไร
ก่อนเลือก เหงือกอักเสบ วิธีรักษา ต้องแยกให้ชัดว่าอาการอยู่ระยะไหน เพราะเป็นจุดตัดสินใจที่เปลี่ยนทั้งแผนการรักษาและผลลัพธ์ที่คาดหวังได้
ระยะแรกคือเหงือกอักเสบ การอักเสบจำกัดอยู่แค่ชั้นเหงือก อาการคือเหงือกแดงคล้ำ บวมนูน กดเจ็บ และเลือดออกง่ายเวลาแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟัน แต่เอ็นยึดปริทันต์และกระดูกเบ้าฟันยังสมบูรณ์ ระยะนี้รักษาให้กลับมาเป็นเหงือกปกติได้สนิท 100 เปอร์เซ็นต์
ระยะที่สองคือโรคปริทันต์ การอักเสบกินลึกลงไปทำลายเอ็นยึดฟันและกระดูกเบ้าฟัน เกิดร่องปริทันต์ลึกที่แปรงเข้าไม่ถึง อาการที่เพิ่มขึ้นคือเหงือกร่นจนฟันดูยาว มีหนองซึม กลิ่นปากเรื้อรัง และฟันโยก จุดสำคัญที่ต้องเข้าใจคือกระดูกที่ละลายไปแล้วไม่งอกกลับมาเองตามธรรมชาติ เหงือกอักเสบ วิธีรักษาในระยะนี้จึงเป็นการ "หยุดการทำลายและควบคุมไม่ให้แย่ลง" ไม่ใช่การย้อนกลับไปเหมือนเดิม นี่คือเหตุผลที่การรักษาเร็วมีค่ามหาศาล
ระดับที่ 1: ปรับการดูแลช่องปากที่บ้านให้ถูกวิธี
สำหรับเหงือกอักเสบระยะแรกที่ยังไม่มีหินปูนแข็งเกาะ เหงือกอักเสบ วิธีรักษาที่ได้ผลที่สุดคือการกำจัดคราบพลัคออกให้หมดทุกวันอย่างสม่ำเสมอ ฟังดูเรียบง่ายแต่คนส่วนใหญ่ทำไม่ครบ เพราะแปรงเฉพาะผิวหน้าฟันที่มองเห็นและละเลยคอฟันด้านในกับซอกฟันซึ่งเป็นจุดที่การอักเสบเริ่มต้น
ข้อสังเกตที่ยืนยันว่าวิธีนี้กำลังได้ผลคือเลือดที่ออกตอนแปรงฟันจะลดลงเรื่อยๆ ภายใน 7-14 วัน และสีเหงือกเปลี่ยนจากแดงคล้ำกลับมาเป็นชมพูอ่อน หลายคนกลัวเลือดออกแล้วเลี่ยงไม่แปรงบริเวณนั้น ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดที่ทำให้อาการแย่ลง เลือดที่ออกคือสัญญาณว่าบริเวณนั้นอักเสบและต้องการความสะอาดมากกว่าเดิม ไม่ใช่สัญญาณให้หยุดทำความสะอาด
เทคนิคแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างถูกต้องทีละขั้น

ทำตามลำดับนี้เช้าและก่อนนอน โดยครั้งก่อนนอนสำคัญที่สุดเพราะน้ำลายจะลดลงตอนหลับ
- เลือกแปรงขนนุ่มหัวเล็กที่เข้าถึงฟันกรามซี่ในสุดได้ และเปลี่ยนแปรงทุก 3 เดือนหรือเมื่อขนเริ่มบาน
- บีบยาสีฟันฟลูออไรด์ขนาดเท่าเมล็ดถั่วสำหรับผู้ใหญ่ ไม่จำเป็นต้องบีบยาวเต็มหัวแปรง
- วางขนแปรงเอียงประมาณ 45 องศาให้ปลายขนสอดเข้าที่ขอบเหงือก ไม่ใช่วางราบกับผิวฟันเฉยๆ
- ขยับแปรงเป็นวงกลมเล็กหรือปัดสั้นๆ จากเหงือกลงมาที่ตัวฟัน ครั้งละ 2-3 ซี่ ห้ามถูไปมาแรงๆ ในแนวนอน
- ไล่ให้ครบทุกด้าน ทั้งด้านนอก ด้านในติดลิ้นและเพดาน และด้านบดเคี้ยว โดยเฉพาะด้านในของฟันหน้าล่างซึ่งเป็นจุดที่หินปูนเกาะเร็วที่สุด
- แปรงลิ้นเบาๆ จากโคนมาปลาย เพื่อลดแบคทีเรียและกลิ่นปาก ใช้เวลารวมทั้งหมดอย่างน้อย 2 นาที
- ใช้ไหมขัดฟันทุกซอกวันละ 1 ครั้ง โดยดึงไหมเป็นรูปตัว C โอบรอบฟันแต่ละซี่และเลื่อนขึ้นลงเบาๆ ใต้ขอบเหงือก ห้ามกระแทกลงตรงๆ
- ผู้ที่มีซอกฟันกว้าง เหงือกร่น หรือใส่เครื่องมือจัดฟัน ควรใช้แปรงซอกฟันเสริม เพราะเข้าถึงได้ดีกว่าไหมขัดฟันในกรณีเหล่านี้
- บ้วนน้ำเกลืออุ่นตามหลังเสร็จ หรือใช้น้ำยาบ้วนปากตามที่ทันตแพทย์แนะนำ
บ้วนน้ำเกลือ น้ำยาบ้วนปาก และยาที่ช่วยบรรเทา
น้ำเกลืออุ่นคือตัวช่วยที่ปลอดภัยที่สุดและใช้ได้บ่อยเท่าที่ต้องการ ผสมเกลือครึ่งช้อนชาในน้ำอุ่นหนึ่งแก้ว บ้วนกลั้วในปากอมค้างบริเวณที่บวมราว 30 วินาที วันละ 2-3 ครั้งโดยเฉพาะหลังอาหาร ช่วยลดบวมและชะล้างเศษอาหารในร่องเหงือกได้จริง
สำหรับน้ำยาบ้วนปาก ตัวที่ทันตแพทย์แนะนำในช่วงอักเสบคือคลอร์เฮกซิดีนกลูโคเนต 0.12 ถึง 0.2 เปอร์เซ็นต์ ใช้วันละ 2 ครั้งหลังแปรงฟันโดยเว้นห่างราว 30 นาที และไม่ควรใช้ต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์เพราะทำให้ฟันติดสีและการรับรสเปลี่ยนชั่วคราว ส่วนยาแก้ปวดลดอักเสบกลุ่ม NSAIDs และพาราเซตามอลช่วยบรรเทาความเจ็บระหว่างรอพบทันตแพทย์ได้ แต่ต้องเข้าใจว่าใน เหงือกอักเสบ วิธีรักษาทั้งหมดนี้ ยาเป็นเพียงการควบคุมอาการ ไม่ได้กำจัดหินปูนซึ่งเป็นต้นเหตุ และยาปฏิชีวนะไม่ควรซื้อกินเองเพราะเสี่ยงเชื้อดื้อยาและกลบอาการจนโรคลุกลามเงียบๆ
ระดับที่ 2: ขูดหินปูน จุดเปลี่ยนที่การดูแลเองทำแทนไม่ได้
เมื่อคราบพลัคอยู่นานเกิน 24-72 ชั่วโมง แร่ธาตุในน้ำลายจะทำให้มันแข็งตัวเป็นหินปูนซึ่งแปรงสีฟันเอาออกไม่ได้อีกเลย ถึงจุดนี้ เหงือกอักเสบ วิธีรักษาต้องพึ่งเครื่องมือของทันตแพทย์ การขูดหินปูนใช้เครื่องอัลตราโซนิกที่สั่นความถี่สูงเพื่อกระเทาะหินปูนออกจากผิวฟัน ตามด้วยการขัดฟันให้ผิวเรียบเพื่อให้คราบใหม่เกาะยากขึ้น
ขั้นตอนทั้งหมดมักใช้เวลาประมาณ 30-60 นาทีต่อครั้ง ความรู้สึกระหว่างทำคือเสียวเป็นระยะโดยเฉพาะบริเวณที่เหงือกอักเสบหรือคอฟันสึก แต่ส่วนใหญ่ทนได้ไม่ต้องฉีดยาชา ในรายที่เสียวมากทันตแพทย์จะใช้ยาชาเฉพาะที่ช่วย หลังขูดหินปูนอาจรู้สึกเสียวฟันและเหงือกระบมได้ 2-3 วัน มีเลือดซึมเล็กน้อยในวันแรก ซึ่งเป็นเรื่องปกติเพราะเหงือกที่อักเสบอยู่เดิมถูกสัมผัส คนที่ไม่เคยขูดหินปูนมานานหลายปีมักรู้สึกว่าฟันโปร่งและซอกฟันกว้างขึ้น นั่นไม่ใช่เพราะฟันห่างขึ้น แต่เพราะหินปูนที่เคยอุดช่องว่างอยู่หายไปแล้ว
ระดับที่ 3: เกลารากฟัน เมื่อหินปูนลงไปอยู่ใต้เหงือก
ในรายที่การอักเสบลุกลามจนเกิดร่องปริทันต์ลึกกว่า 4 มิลลิเมตร หินปูนจะซ่อนตัวอยู่บนผิวรากฟันใต้ขอบเหงือกซึ่งเครื่องขูดหินปูนธรรมดาเข้าไม่ถึง เหงือกอักเสบ วิธีรักษาในระดับนี้เรียกว่าการเกลารากฟัน ทันตแพทย์จะฉีดยาชาแล้วใช้เครื่องมือเฉพาะเข้าไปทำความสะอาดผิวรากฟันจนเรียบ กำจัดทั้งหินปูนและเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อออก เพื่อให้เหงือกกลับมาแนบกับรากฟันได้อีกครั้ง
การเกลารากฟันมักแบ่งทำเป็น 2-4 ครั้ง โดยแบ่งตามส่วนของช่องปาก เพื่อไม่ให้ชาทั้งปากในครั้งเดียวและให้คนไข้ฟื้นตัวได้ ในบางรายทันตแพทย์จะใส่ยาปฏิชีวนะเฉพาะที่ลงในร่องเหงือกร่วมด้วย หลังทำจะมีอาการเสียวฟันเพิ่มขึ้นชั่วคราวเพราะผิวรากฟันที่เคยถูกหินปูนคลุมอยู่ถูกเปิดออก อาการนี้ดีขึ้นในไม่กี่สัปดาห์ และทันตแพทย์จะนัดวัดร่องเหงือกซ้ำในราว 4-6 สัปดาห์เพื่อประเมินว่าร่องตื้นขึ้นตามเป้าหรือไม่ ถ้าดีขึ้นก็เข้าสู่ช่วงดูแลต่อเนื่อง ถ้าไม่ดีขึ้นจึงพิจารณาขั้นถัดไป
ระดับที่ 4: ศัลยกรรมปริทันต์และการปลูกเหงือก
หากเกลารากฟันแล้วร่องปริทันต์ยังลึกจนทำความสะอาดไม่ได้ หรือกระดูกถูกทำลายไปมาก เหงือกอักเสบ วิธีรักษาจะขยับไปสู่ระดับศัลยกรรมโดยทันตแพทย์เฉพาะทางปริทันต์ วิธีที่พบบ่อยคือการเปิดเหงือกเพื่อทำความสะอาดรากฟันโดยตรงและเย็บเหงือกกลับให้แนบสนิท ทำให้ร่องลึกตื้นลงและดูแลได้จริงในระยะยาว
ในรายที่มีกระดูกละลายเป็นแอ่ง อาจใช้การปลูกกระดูกร่วมกับแผ่นกั้นเนื้อเยื่อเพื่อกระตุ้นให้กระดูกและเอ็นยึดฟันสร้างขึ้นใหม่บางส่วน ส่วนผู้ที่เหงือกร่นมากจนเห็นรากฟัน เสียวฟันรุนแรง หรือมีปัญหาด้านความสวยงามที่ฟันหน้า สามารถทำการปลูกเหงือกโดยย้ายเนื้อเยื่อจากเพดานปากมาปิดบริเวณที่ร่น การรักษาระดับนี้ต้องฉีดยาชา มีแผลเย็บ และต้องดูแลแผลตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดราว 1-2 สัปดาห์ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของคนไข้เป็นหลัก เพราะถ้ากลับไปดูแลความสะอาดแบบเดิม การอักเสบก็กลับมาได้เหมือนกัน
รักษาต้นเหตุร่วมที่มักถูกลืม
หลายครั้งเหงือกอักเสบไม่หายขาดเพราะยังมีต้นเหตุอื่นซ่อนอยู่ การวางแผน เหงือกอักเสบ วิธีรักษาที่ครบถ้วนจึงต้องตรวจหาและแก้จุดเหล่านี้ควบคู่ไปด้วย
จุดที่พบบ่อยที่สุดคือรอยฟันผุ หรือวัสดุอุดฟันที่ขอบไม่พอดี ทำให้เศษอาหารอัดเข้าซอกเดิมซ้ำๆ ซึ่งแก้ได้ด้วยการอุดฟัน ใหม่ให้ขอบเรียบสนิท ถัดมาคือฟันคุด ที่ขึ้นได้เพียงบางส่วนและมีเหงือกคลุม กลายเป็นกระเป๋าดักเศษอาหารที่ทำให้เหงือกบวมเป็นๆ หายๆ ไม่จบ กรณีนี้ทันตแพทย์จะเอกซเรย์ประเมินว่าควรผ่าฟันคุด ออกหรือไม่ ในซี่ที่เสียหายมากเกินเก็บไว้ก็อาจต้องถอนฟัน และวางแผนใส่ฟันแทนเพื่อป้องกันฟันล้ม ในภายหลัง สำหรับผู้ที่จัดฟัน การทำความสะอาดรอบเครื่องมือให้ดีเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันเหงือกร่นระหว่างจัดฟัน ซึ่งแก้ไขยากกว่าการป้องกันมาก
ตารางเปรียบเทียบวิธีรักษาแต่ละระดับ
ตารางนี้ช่วยให้เห็นว่าแต่ละระดับเหมาะกับอาการแบบไหน ใช้เวลาเท่าไร และคาดหวังผลได้แค่ไหน
|
ระดับการรักษา |
เหมาะกับอาการ |
สิ่งที่ทำ |
ผลที่คาดหวัง |
|
ดูแลเองที่บ้าน |
เหงือกแดง บวมเล็กน้อย เลือดออกตอนแปรงฟัน ยังไม่มีหินปูนแข็ง |
ปรับเทคนิคแปรงฟัน ใช้ไหมขัดฟัน บ้วนน้ำเกลือ |
ดีขึ้นชัดใน 7-14 วัน หายสนิทได้ |
|
ขูดหินปูน |
มีหินปูนเกาะขอบเหงือก กลิ่นปาก เลือดออกบ่อย |
ขูดหินปูนเหนือเหงือกด้วยอัลตราโซนิก แล้วขัดฟัน |
เหงือกกลับมาปกติใน 1-2 สัปดาห์ |
|
เกลารากฟัน |
ร่องปริทันต์ลึกเกิน 4 มม. มีหินปูนใต้เหงือก |
ฉีดยาชา ทำความสะอาดผิวรากฟันจนเรียบ แบ่ง 2-4 ครั้ง |
หยุดการทำลาย ร่องเหงือกตื้นลง |
|
ศัลยกรรมปริทันต์ |
ร่องลึกมาก กระดูกละลาย เหงือกร่นรุนแรง |
เปิดเหงือกทำความสะอาด ปลูกกระดูกหรือปลูกเหงือก |
ควบคุมโรค รักษาฟันไว้ให้นานที่สุด |
ข้อดีข้อเสียของการรักษาแต่ละแนวทาง

การดูแลเองที่บ้านมีข้อดีคือทำได้ทันที ไม่มีค่าใช้จ่าย และเป็นรากฐานที่ทุกระดับต้องมี ข้อเสียคือมีเพดานจำกัดชัดเจน มันจัดการได้เฉพาะคราบอ่อนบนผิวฟัน แต่เอาหินปูนที่แข็งตัวแล้วออกไม่ได้เลย ความเสี่ยงที่แท้จริงคือการรอดูอาการนานเกินไปจนเลยระยะที่ย้อนกลับได้
การขูดหินปูนและเกลารากฟันเป็นวิธีที่คุ้มค่าที่สุดในภาพรวม เพราะแก้ต้นเหตุโดยตรงและใช้เวลาไม่นาน ข้อเสียคือมีอาการเสียวฟันและเหงือกระบมชั่วคราว และในรายที่มีหินปูนหนามาก การเปิดผิวฟันที่เคยถูกคลุมอาจทำให้รู้สึกว่าฟันดูห่างขึ้นในช่วงแรก ส่วนศัลยกรรมปริทันต์ให้ผลดีที่สุดในรายที่ลุกลามแล้ว แต่มีแผล ใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่า มีข้อจำกัดในผู้ที่สูบบุหรี่จัดหรือควบคุมเบาหวานไม่ได้ และค่าใช้จ่ายสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ข้อสรุปที่ตรงไปตรงมาคือทุกแนวทางได้ผลดีขึ้นเมื่อเริ่มเร็ว และแพงขึ้นทั้งเงินและเวลาเมื่อเริ่มช้า
ดูแลตัวเองหลังรักษาเพื่อไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
เหงือกอักเสบเป็นโรคที่กลับมาได้ทุกเมื่อถ้ากลับไปใช้พฤติกรรมเดิม ไม่ว่าจะรักษามาถึงระดับไหน หัวใจของการรักษาผลลัพธ์ไว้คือความสม่ำเสมอ
สิ่งที่ควรทำเป็นกิจวัตรคือแปรงฟันวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 นาที ใช้ไหมขัดฟันหรือแปรงซอกฟันทุกวันโดยเฉพาะก่อนนอน ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อให้น้ำลายทำหน้าที่ชะล้างตามธรรมชาติ ลดของหวานและเครื่องดื่มน้ำตาลสูงระหว่างมื้อ เลิกบุหรี่เพราะทำให้หลอดเลือดที่เหงือกหดตัวและกระดูกถูกทำลายเร็วกว่าคนไม่สูบหลายเท่า ควบคุมโรคประจำตัวโดยเฉพาะเบาหวานให้อยู่ในเกณฑ์ นอนหลับพักผ่อนให้พอเพราะภูมิคุ้มกันมีผลต่อการอักเสบโดยตรง และกลับไปตรวจสุขภาพช่องปากพร้อมขูดหินปูนทุก 6 เดือน ผู้ที่เคยเป็นโรคปริทันต์อาจต้องมาถี่ทุก 3-4 เดือนตามที่ทันตแพทย์กำหนด เพราะกลุ่มนี้กลับเป็นซ้ำได้ง่ายกว่าคนทั่วไป
สรุป
เหงือกอักเสบ วิธีรักษาไม่ได้มีสูตรเดียวใช้ได้กับทุกคน แต่เรียงเป็น 4 ระดับตามความรุนแรงจริง ระดับแรกคือปรับเทคนิคการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันที่บ้าน ซึ่งเพียงพอสำหรับเหงือกอักเสบระยะเริ่มต้นและเห็นผลใน 1-2 สัปดาห์ ระดับที่สองคือการขูดหินปูนเมื่อคราบแข็งตัวจนแปรงเอาออกไม่ได้ ระดับที่สามคือการเกลารากฟันเมื่อหินปูนลงไปอยู่ใต้เหงือกและร่องปริทันต์ลึกขึ้น และระดับที่สี่คือศัลยกรรมปริทันต์กับการปลูกเหงือกหรือปลูกกระดูกในรายที่ลุกลามมาก ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือระยะแรกรักษาให้หายสนิทได้ แต่กระดูกที่ละลายไปแล้วไม่กลับมาเอง การเริ่มเร็วจึงไม่ใช่แค่ประหยัดค่าใช้จ่าย แต่คือการรักษาฟันของตัวเองไว้
หากไม่แน่ใจว่าเหงือกของตัวเองอยู่ระดับไหน หรือดูแลเองแล้วอาการยังวนกลับมาซ้ำ การให้ทันตแพทย์วัดร่องเหงือกและเอกซเรย์จะให้คำตอบที่ชัดเจนกว่าการคาดเดา ที่ คลินิกทันตกรรมพาสุข มีทีมทันตแพทย์ที่ตรวจประเมินระดับกระดูกและความลึกของร่องเหงือกอย่างละเอียด ก่อนวางแผนรักษาให้ตรงกับความรุนแรงที่พบจริง ตั้งแต่การขูดหินปูนไปจนถึงการเกลารากฟันและส่งต่อทันตแพทย์เฉพาะทางเมื่อจำเป็น พร้อมสอนเทคนิคทำความสะอาดที่เหมาะกับสภาพช่องปากของแต่ละคน เพื่อให้ผลการรักษาอยู่กับคุณได้นาน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. เหงือกอักเสบหายเองได้ไหม
เหงือกอักเสบระยะแรกที่เกิดจากคราบพลัคอ่อนสามารถดีขึ้นเองได้ภายใน 7-14 วัน ถ้าปรับการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างถูกวิธีสม่ำเสมอ แต่ถ้ามีหินปูนเกาะแล้วจะไม่หายเอง เพราะแปรงสีฟันเอาหินปูนออกไม่ได้ ต้องให้ทันตแพทย์ขูดออก
2. ขูดหินปูนเจ็บไหม ต้องฉีดยาชาหรือเปล่า
คนส่วนใหญ่รู้สึกเสียวเป็นระยะแต่ทนได้และไม่ต้องฉีดยาชา ความเสียวมักมากในบริเวณที่เหงือกอักเสบหรือคอฟันสึก หากเสียวมากทันตแพทย์จะใช้ยาชาเฉพาะที่ช่วยได้ ส่วนการเกลารากฟันจะฉีดยาชาเป็นมาตรฐานเพราะต้องทำใต้ขอบเหงือก
3. เหงือกอักเสบรักษากี่ครั้งถึงหาย
ระยะแรกมักจบในการขูดหินปูนครั้งเดียวร่วมกับการดูแลที่บ้าน แล้วนัดตรวจซ้ำอีกครั้ง ส่วนรายที่เข้าสู่โรคปริทันต์ต้องเกลารากฟันแบ่งทำ 2-4 ครั้ง และนัดประเมินซ้ำในราว 4-6 สัปดาห์ จำนวนครั้งจริงขึ้นอยู่กับความลึกของร่องเหงือกและความร่วมมือในการดูแลตัวเอง
4. เหงือกร่นแล้วรักษาให้กลับมาเหมือนเดิมได้ไหม
เหงือกที่ร่นไปแล้วไม่งอกกลับมาเองตามธรรมชาติ แต่แก้ไขได้ด้วยการปลูกเหงือกโดยย้ายเนื้อเยื่อจากเพดานปากมาปิดบริเวณที่ร่น ซึ่งเหมาะกับรายที่เสียวฟันมากหรือมีปัญหาความสวยงามที่ฟันหน้า ทันตแพทย์จะประเมินความเป็นไปได้เป็นรายกรณี
5. เหงือกอักเสบต้องขูดหินปูนบ่อยแค่ไหน
คนทั่วไปแนะนำทุก 6 เดือนพร้อมการตรวจสุขภาพช่องปาก แต่ผู้ที่เคยเป็นโรคปริทันต์ ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้สูบบุหรี่ และผู้ที่จัดฟัน มักต้องมาถี่ขึ้นเป็นทุก 3-4 เดือน เพราะเป็นกลุ่มที่คราบพลัคสะสมเร็วและกลับเป็นซ้ำได้ง่ายกว่า
6. ระหว่างรอคิวพบทันตแพทย์ ควรทำอะไรเพื่อไม่ให้แย่ลง
แปรงฟันเบาๆ ด้วยขนนุ่มโดยไม่เว้นบริเวณที่บวม ใช้ไหมขัดฟันอย่างนุ่มนวล บ้วนน้ำเกลืออุ่นวันละ 2-3 ครั้ง งดของแข็ง เผ็ด และร้อนจัด งดบุหรี่และแอลกอฮอล์ ใช้ยาแก้ปวดตามฉลากเมื่อจำเป็น และหากมีไข้ หนอง หรือบวมลามขึ้นใบหน้า ให้เข้าพบทันตแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอคิว



