เหงือกอักเสบกินยาอะไร? อันตรายแค่ไหนหากปล่อยไว้ไม่พบแพทย์

เหงือกอักเสบกินยาอะไร โดยทั่วไปใช้ยาแก้ปวดลดอักเสบกลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน หรือพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการ ร่วมกับน้ำยาบ้วนปากฆ่าเชื้อและเจลป้ายเหงือก ส่วนยาปฏิชีวนะต้องให้ทันตแพทย์สั่งเท่านั้น เพราะยาทุกชนิดเป็นเพียงการบรรเทา ไม่ได้กำจัดหินปูนซึ่งเป็นต้นเหตุจริง
เมื่อเหงือกเริ่มบวมแดง เจ็บตุบๆ และมีเลือดซึมตอนแปรงฟัน คำถามแรกของคนส่วนใหญ่คือ เหงือกอักเสบกินยาอะไร ให้หายเร็วที่สุด เพราะอาการนี้รบกวนการกินและการนอนอย่างมาก คำตอบตรงไปตรงมาคือมียาหลายกลุ่มที่ช่วยได้จริง ทั้งยาแก้ปวดลดอักเสบ ยาปฏิชีวนะ น้ำยาบ้วนปากฆ่าเชื้อ และเจลป้ายเหงือก แต่สิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนตัดสินใจว่า เหงือกอักเสบกินยาอะไร คือยาทุกชนิดทำหน้าที่ควบคุมการอักเสบและลดจำนวนแบคทีเรียเท่านั้น มันไม่สามารถขูดหินปูนใต้เหงือกหรือกำจัดต้นเหตุออกไปได้ บทความนี้จะอธิบายว่ายาแต่ละกลุ่มทำงานอย่างไร กินอย่างไรให้ปลอดภัย ตัวไหนห้ามซื้อกินเอง และถ้าเลือกกินยาไปเรื่อยๆ โดยไม่พบทันตแพทย์ ผลที่ตามมาจะรุนแรงแค่ไหน
เหงือกอักเสบคืออะไร และทำไมยาไม่ใช่คำตอบเดียว
เหงือกอักเสบคือภาวะที่เนื้อเยื่อเหงือกตอบสนองต่อแบคทีเรียในคราบพลัคที่สะสมตามขอบเหงือก ร่างกายส่งเม็ดเลือดขาวเข้ามาต่อสู้ หลอดเลือดขยายตัว ทำให้เหงือกแดง บวม และเลือดออกง่าย ระยะแรกนี้เนื้อเยื่อยึดฟันยังไม่ถูกทำลาย จึงรักษาให้กลับมาปกติได้สนิท
เหตุผลที่คำถาม เหงือกอักเสบกินยาอะไร ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปเพียงข้อเดียว เพราะต้นเหตุของการอักเสบเป็นสิ่งที่จับต้องได้ นั่นคือคราบพลัคและหินปูนที่เกาะแน่นบนผิวฟัน ยาที่กินเข้าไปเดินทางไปตามกระแสเลือดและช่วยลดการอักเสบหรือฆ่าเชื้อในเนื้อเยื่อ แต่ไม่มีฤทธิ์ละลายหินปูนที่แข็งเหมือนหินให้หลุดออกได้ ดังนั้นการกินยาโดยไม่กำจัดคราบหินปูน จึงเปรียบได้กับการดับควันโดยไม่ดับไฟที่ต้นเพลิง อาการจะทุเลาชั่วคราวแล้วกลับมาอีกทุกครั้งที่หยุดยา
เหงือกอักเสบกินยาอะไร: ยาแก้ปวดลดอักเสบกลุ่ม NSAIDs

ยากลุ่มแรกที่มักถูกเลือกเมื่อสงสัยว่า เหงือกอักเสบกินยาอะไร คือยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือ NSAIDs ตัวที่หาได้ทั่วไปคือไอบูโพรเฟน นาพรอกเซน และไดโคลฟีแนค ยากลุ่มนี้ทำงานโดยยับยั้งเอนไซม์ที่สร้างสารก่อการอักเสบ จึงลดได้ทั้งอาการปวด บวม แดง และร้อนไปพร้อมกัน ต่างจากยาแก้ปวดธรรมดาที่ลดเฉพาะความปวด
วิธีใช้ที่ปลอดภัยคือกินตามขนาดที่ระบุบนฉลากหรือตามคำแนะนำของเภสัชกร กินหลังอาหารทันทีเพื่อลดการระคายเคืองกระเพาะ และไม่ควรกินต่อเนื่องเกิน 3-5 วันโดยไม่ได้พบแพทย์ ข้อควรระวังสำคัญคือผู้ที่มีโรคกระเพาะ โรคไต โรคหัวใจ ความดันสูง หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่กินยาละลายลิ่มเลือด ควรหลีกเลี่ยงยากลุ่มนี้หรือปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ทุกครั้ง เพราะเสี่ยงเลือดออกในทางเดินอาหารและไตทำงานแย่ลง
พาราเซตามอล ทางเลือกสำหรับคนที่ใช้ NSAIDs ไม่ได้
พาราเซตามอลเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับกระเพาะอาหารและไต จึงเหมาะกับผู้ที่มีข้อจำกัดของยากลุ่ม NSAIDs รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ที่จำเป็นต้องบรรเทาอาการปวด ขนาดที่ใช้ทั่วไปในผู้ใหญ่คือ 500 มิลลิกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมงเมื่อมีอาการ และไม่ควรเกิน 8 เม็ดต่อวัน
ข้อจำกัดที่ต้องรู้เมื่อพิจารณาว่า เหงือกอักเสบกินยาอะไร คือพาราเซตามอลลดได้เฉพาะความปวดและไข้ แต่ไม่ได้ลดการอักเสบโดยตรง เหงือกที่บวมแดงจึงยังบวมอยู่เท่าเดิม สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือการกินเกินขนาดซึ่งเป็นพิษต่อตับอย่างรุนแรง ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ประจำหรือมีโรคตับต้องปรึกษาแพทย์ก่อน และควรตรวจสอบว่ายาแก้หวัดหรือยาแก้ปวดสูตรผสมที่กินอยู่มีพาราเซตามอลซ้ำซ้อนหรือไม่
ยาปฏิชีวนะ จำเป็นเมื่อไหร่ และทำไมห้ามซื้อกินเอง
หลายคนเข้าใจผิดว่าคำตอบของ เหงือกอักเสบกินยาอะไร คือยาปฏิชีวนะทุกครั้ง ความจริงคือเหงือกอักเสบระยะแรกส่วนใหญ่ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะเลย เพราะการทำความสะอาดคราบพลัคและขูดหินปูนก็เพียงพอ ยาปฏิชีวนะจะถูกสั่งเมื่อมีการติดเชื้อแบบลุกลามชัดเจน เช่น มีหนอง มีไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต บวมลามขึ้นใบหน้า หรือในผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันต่ำ
ตัวยาที่ทันตแพทย์ใช้บ่อยคืออะม็อกซีซิลลิน เมโทรนิดาโซล และคลินดามัยซินในผู้ที่แพ้เพนิซิลลิน การเลือกตัวยา ขนาด และระยะเวลาต้องอาศัยการประเมินชนิดเชื้อและสภาพร่างกายของแต่ละคน อันตรายของการซื้อกินเองมีสองข้อใหญ่ ข้อแรกคือกินไม่ครบคอร์สแล้วหยุดเมื่ออาการดีขึ้น ทำให้เชื้อที่เหลือกลายเป็นเชื้อดื้อยาซึ่งรักษายากขึ้นมากในอนาคต ข้อที่สองคือยาปฏิชีวนะกดอาการปวดและบวมได้ชั่วคราว ทำให้คนไข้เข้าใจว่าหายแล้ว จึงไม่ไปพบทันตแพทย์ ขณะที่กระดูกรอบรากฟันยังถูกทำลายต่อเนื่องอย่างเงียบๆ
น้ำยาบ้วนปากฆ่าเชื้อและเจลป้ายเหงือก
นอกจากยากิน อีกคำถามที่มาคู่กันคือ เหงือกอักเสบกินยาอะไร แล้วต้องใช้ยาภายนอกร่วมด้วยหรือไม่ คำตอบคือช่วยได้มาก น้ำยาบ้วนปากที่มีคลอร์เฮกซิดีนกลูโคเนตความเข้มข้น 0.12 หรือ 0.2 เปอร์เซ็นต์ ถือเป็นมาตรฐานที่ทันตแพทย์แนะนำในช่วงเหงือกอักเสบ เพราะยับยั้งแบคทีเรียได้กว้างและยึดเกาะผิวเนื้อเยื่อได้นาน วิธีใช้คือบ้วนวันละ 2 ครั้งหลังแปรงฟัน โดยควรเว้นจากการแปรงฟันประมาณ 30 นาที เพราะสารในยาสีฟันลดประสิทธิภาพของคลอร์เฮกซิดีน
ข้อจำกัดคือไม่ควรใช้ต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์โดยไม่ปรึกษาทันตแพทย์ เพราะทำให้ฟันติดสีน้ำตาล ลิ้นเปลี่ยนสี และการรับรสเปลี่ยนไปชั่วคราว ส่วนเจลหรือขี้ผึ้งป้ายเหงือกที่มีตัวยาต้านการอักเสบหรือยาชาเฉพาะที่ ใช้ทาบางๆ ตรงจุดที่บวมเพื่อลดความเจ็บระหว่างรอพบทันตแพทย์ได้ แต่ไม่ควรทาปริมาณมากหรือใช้ต่อเนื่องนานหลายสัปดาห์ สำหรับน้ำเกลืออุ่นเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด ใช้บ้วนได้บ่อยเท่าที่ต้องการเพื่อลดบวมและชะล้างเศษอาหาร
ยาสีฟันสูตรเฉพาะและวิตามินเสริม ช่วยได้จริงแค่ไหน
ยาสีฟันสูตรลดเหงือกอักเสบมักมีส่วนผสมอย่างสแตนนัสฟลูออไรด์ ไตรโคลซาน หรือสารสกัดสมุนไพร ช่วยลดการก่อตัวของคราบพลัคและควบคุมการอักเสบระดับเล็กน้อยได้จริงเมื่อใช้ต่อเนื่อง แต่ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับเทคนิคการแปรงมากกว่าตัวยาสีฟัน คนที่แปรงไม่ถึงคอฟันด้านในจะไม่เห็นความต่างแม้เปลี่ยนยาสีฟันกี่ยี่ห้อก็ตาม
ส่วนวิตามินซีและวิตามินบีรวมมีบทบาทช่วยการสร้างคอลลาเจนและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ จึงมีประโยชน์ในคนที่ขาดสารอาหารจริง แต่ในคนที่กินอาหารครบหมู่อยู่แล้ว การเสริมเพิ่มไม่ได้ทำให้เหงือกอักเสบหายเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ข้อสรุปคือกลุ่มนี้เป็นตัวช่วยเสริม ไม่ใช่คำตอบหลักของ เหงือกอักเสบกินยาอะไร และไม่ควรใช้แทนการรักษาที่คลินิก
ตารางเปรียบเทียบยาแต่ละกลุ่มสำหรับเหงือกอักเสบ
เพื่อให้เห็นภาพชัดว่าแต่ละตัวเลือกทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้ ตารางนี้สรุปจุดเด่นและข้อจำกัดของยาแต่ละกลุ่มไว้เทียบกัน
|
กลุ่มยา |
ช่วยเรื่องอะไร |
ซื้อเองได้หรือไม่ |
ข้อควรระวัง |
|
NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน |
ลดปวด บวม แดง พร้อมกัน |
ได้ ตามฉลากและคำแนะนำเภสัชกร |
ระคายกระเพาะ เลี่ยงในโรคไต โรคหัวใจ และหญิงตั้งครรภ์ |
|
พาราเซตามอล |
ลดปวดและไข้ ไม่ลดการอักเสบ |
ได้ |
ห้ามเกินขนาด เป็นพิษต่อตับ ระวังยาสูตรผสมซ้ำซ้อน |
|
ยาปฏิชีวนะ |
ควบคุมการติดเชื้อที่ลุกลาม |
ไม่ได้ ต้องให้ทันตแพทย์สั่ง |
เชื้อดื้อยาหากกินไม่ครบคอร์ส กลบอาการจนโรคลุกลาม |
|
น้ำยาบ้วนปากคลอร์เฮกซิดีน |
ลดแบคทีเรียในช่องปาก |
ได้ |
ใช้เกิน 2 สัปดาห์ทำให้ฟันติดสีและรับรสเปลี่ยน |
|
เจลป้ายเหงือก |
บรรเทาเจ็บเฉพาะจุด |
ได้ |
ใช้บางๆ เฉพาะจุด ไม่ใช่การรักษาต้นเหตุ |
|
น้ำเกลืออุ่น |
ลดบวม ชะล้างเศษอาหาร |
ได้ ปลอดภัยที่สุด |
ไม่ฆ่าเชื้อลึก ใช้เป็นตัวช่วยเสริมเท่านั้น |
วิธีใช้ยาอย่างถูกต้องทีละขั้นตอน
การใช้ยาให้ได้ผลและปลอดภัยมีลำดับที่ควรทำตาม ไม่ใช่แค่หยิบยาที่มีอยู่ในบ้านมากิน
- ประเมินความรุนแรงก่อน ถ้ามีไข้ หนอง บวมลามขึ้นใบหน้า กลืนลำบาก หรืออ้าปากไม่ขึ้น ให้ข้ามขั้นตอนยาทั้งหมดและไปพบทันตแพทย์ทันที
- เริ่มจากการทำความสะอาดช่องปากอย่างถูกวิธี แปรงฟันเบาๆ ด้วยขนนุ่มและใช้ไหมขัดฟันในซอกที่บวม เพราะการลดคราบพลัคคือการรักษาที่แท้จริง
- บ้วนน้ำเกลืออุ่นวันละ 2-3 ครั้ง โดยเฉพาะหลังอาหาร เพื่อลดบวมและชะล้างเศษอาหารออกจากร่องเหงือก
- เลือกยาแก้ปวดที่เหมาะกับสุขภาพของตัวเอง หากไม่มีข้อห้ามให้ใช้ NSAIDs เพราะลดการอักเสบได้ด้วย หากมีโรคกระเพาะ โรคไต หรือกำลังตั้งครรภ์ให้ใช้พาราเซตามอลแทน
- กินยาตามขนาดที่ระบุ ตรงเวลา และหลังอาหารทันทีสำหรับ NSAIDs อย่ารอให้ปวดจนทนไม่ได้แล้วค่อยกิน และอย่าเพิ่มขนาดยาเอง
- เสริมด้วยน้ำยาบ้วนปากคลอร์เฮกซิดีนวันละ 2 ครั้ง โดยเว้นห่างจากการแปรงฟันราว 30 นาที และใช้ไม่เกิน 2 สัปดาห์
- หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 3-5 วัน หรือแย่ลงระหว่างนั้น ให้หยุดพยายามรักษาเองและนัดพบทันตแพทย์เพื่อหาต้นเหตุ
- เมื่อพบทันตแพทย์ ให้แจ้งรายการยาทั้งหมดที่กินอยู่ รวมถึงอาหารเสริมและสมุนไพร เพื่อเลี่ยงปฏิกิริยาระหว่างยา
กลุ่มคนที่ต้องระวังเป็นพิเศษก่อนกินยา

ไม่ใช่ทุกคนที่ใช้ยาชุดเดียวกันได้อย่างปลอดภัย กลุ่มต่อไปนี้ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนตัดสินใจว่า เหงือกอักเสบกินยาอะไร
- หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ควรเลี่ยง NSAIDs โดยเฉพาะไตรมาสสุดท้าย และใช้พาราเซตามอลเป็นตัวเลือกแรก
- ผู้มีโรคกระเพาะอาหาร แผลในทางเดินอาหาร หรือกรดไหลย้อนรุนแรง เสี่ยงเลือดออกในกระเพาะจาก NSAIDs
- ผู้ป่วยโรคไต โรคหัวใจ หรือความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ดี เพราะ NSAIDs ทำให้ไตทำงานแย่ลงและความดันสูงขึ้น
- ผู้ที่กินยาละลายลิ่มเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด เพราะเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกที่เหงือกและอวัยวะอื่น
- ผู้ป่วยเบาหวาน ควรควบคุมน้ำตาลควบคู่กันเพราะน้ำตาลสูงทำให้เหงือกหายช้าและติดเชื้อง่ายกว่าปกติ
- ผู้ที่มีประวัติแพ้ยา โดยเฉพาะแพ้เพนิซิลลินหรือแอสไพริน ต้องแจ้งทุกครั้งก่อนรับยา
- เด็กเล็ก ต้องคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวและห้ามใช้แอสไพรินโดยเด็ดขาด
ปล่อยเหงือกอักเสบไว้ไม่พบแพทย์ อันตรายแค่ไหน
นี่คือส่วนที่หลายคนประเมินต่ำเกินไป เหงือกอักเสบระยะแรกไม่เจ็บมากและมักหายเองเป็นพักๆ ทำให้คนไข้เลือกกินยาเมื่อมีอาการแล้วปล่อยผ่านไป แต่ถ้าหินปูนใต้เหงือกยังอยู่ การอักเสบจะกินลึกลงไปถึงเอ็นยึดปริทันต์และกระดูกเบ้าฟัน กลายเป็นโรคปริทันต์ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะกระดูกที่ละลายไปแล้วไม่งอกกลับมาเองตามธรรมชาติ
ผลที่ตามมาเป็นลำดับคือเกิดร่องปริทันต์ลึกที่ทำความสะอาดไม่ถึง เหงือกร่นจนฟันดูยาวขึ้นและเสียวฟัน มีกลิ่นปากเรื้อรัง ฟันเริ่มโยกและเคี้ยวอาหารแข็งไม่ได้ จนสุดท้ายฟันหลุดเองหรือต้องถอนฟัน เมื่อสูญเสียฟันไปหนึ่งซี่ ฟันข้างเคียงจะเอียงเข้าหาช่องว่างเกิดปัญหาฟันล้ม และการสบฟันเปลี่ยนไปทั้งขากรรไกร นอกจากนี้งานวิจัยยังพบความสัมพันธ์ระหว่างโรคปริทันต์กับการควบคุมเบาหวานที่แย่ลง และความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดที่เพิ่มขึ้น การอักเสบเรื้อรังในช่องปากจึงไม่ใช่เรื่องของปากอย่างเดียว
สัญญาณที่บอกว่ายาเอาไม่อยู่ ต้องเข้าคลินิก
เส้นแบ่งระหว่าง "ดูแลเองต่อได้" กับ "ต้องพบทันตแพทย์แล้ว" ไม่ได้คลุมเครือเท่าที่คิด หากพบข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ถือว่ายาที่กินอยู่ไม่เพียงพอ
- อาการไม่ดีขึ้นเลยภายใน 3-5 วันหลังกินยาและดูแลความสะอาดอย่างถูกวิธี
- มีหนองไหลจากขอบเหงือก มีรสเค็มหรือกลิ่นเหม็นผิดปกติในปาก
- มีไข้ หนาวสั่น หรือต่อมน้ำเหลืองที่คอโตและกดเจ็บ
- บวมลามขึ้นแก้ม ใต้คาง หรือรอบตา ใบหน้าผิดรูปเห็นชัด ถือเป็นภาวะเร่งด่วน
- กลืนลำบาก อ้าปากไม่ขึ้น พูดไม่ชัด หรือหายใจติดขัด ต้องไปห้องฉุกเฉินทันที
- เลือดออกจากเหงือกเองโดยไม่ได้แปรงฟัน หรือออกไม่หยุดภายใน 10-15 นาที
- ฟันเริ่มโยก เหงือกร่นเห็นคอฟัน หรือรู้สึกว่าการสบฟันเปลี่ยนไป
- ต้องกินยาแก้ปวดซ้ำๆ ทุกสัปดาห์เพื่อคุมอาการ ซึ่งบ่งชี้ว่าต้นเหตุยังอยู่ครบ
การรักษาที่คลินิกทำอะไรที่ยาทำไม่ได้
สิ่งที่ทันตแพทย์ทำและยาทำแทนไม่ได้เลยคือการกำจัดต้นเหตุออกจากผิวฟันโดยตรง ขั้นตอนแรกคือการตรวจวัดความลึกร่องเหงือกทุกซี่และเอกซเรย์เพื่อดูระดับกระดูกที่เหลือ ข้อมูลนี้บอกได้ชัดว่ายังเป็นเหงือกอักเสบระยะแรกที่ย้อนกลับได้ หรือเข้าสู่โรคปริทันต์ที่ต้องวางแผนรักษาต่อเนื่องแล้ว
จากนั้นคือการขูดหินปูนเพื่อกำจัดคราบพลัคและหินปูนเหนือเหงือก และการเกลารากฟันสำหรับหินปูนใต้เหงือกในรายที่มีร่องลึก ซึ่งมักทำร่วมกับการใส่ยาเฉพาะที่ในร่องเหงือก หากพบว่าต้นเหตุมาจากรอยฟันผุ หรือวัสดุอุดที่ขอบไม่พอดี ทันตแพทย์จะแก้ไขด้วยการอุดฟัน ใหม่ให้ขอบเรียบสนิท และถ้าการอักเสบมาจากฟันคุด ที่มีเหงือกคลุมอยู่ ก็จะประเมินว่าควรผ่าฟันคุด ออกหรือไม่ ส่วนผู้ที่จัดฟันและมีเหงือกอักเสบรอบเครื่องมือ จะได้รับการตรวจเพิ่มเพื่อป้องกันเหงือกร่น ในระยะยาว
สรุป
คำตอบของ เหงือกอักเสบกินยาอะไร คือใช้ยาแก้ปวดลดอักเสบกลุ่ม NSAIDs เมื่อไม่มีข้อห้าม หรือพาราเซตามอลสำหรับผู้ที่มีโรคกระเพาะ โรคไต และหญิงตั้งครรภ์ เสริมด้วยน้ำยาบ้วนปากคลอร์เฮกซิดีน เจลป้ายเหงือก และการบ้วนน้ำเกลืออุ่น ส่วนยาปฏิชีวนะเป็นยาที่ต้องให้ทันตแพทย์สั่งตามความรุนแรงเท่านั้น ห้ามซื้อกินเองเพราะเสี่ยงเชื้อดื้อยาและกลบอาการจนโรคลุกลาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือยาทุกชนิดเป็นการซื้อเวลา ไม่ใช่การรักษา เพราะต้นเหตุจริงคือคราบพลัคและหินปูนที่ต้องกำจัดด้วยการขูดหินปูนและเกลารากฟัน
ถ้ากินยาแล้วอาการยังวนกลับมาซ้ำ หรือไม่แน่ใจว่าเหงือกของตัวเองยังอยู่ในระยะที่รักษาให้หายสนิทได้หรือไม่ การเข้ามาตรวจให้เห็นตัวเลขจริงย่อมชัดเจนกว่าการเดา ที่ คลินิกทันตกรรมพาสุข ทันตแพทย์จะวัดร่องเหงือกและเอกซเรย์เพื่อประเมินระดับกระดูกที่เหลือ แล้ววางแผนรักษาตามความรุนแรงที่พบจริง ตั้งแต่การขูดหินปูนไปจนถึงการเกลารากฟัน พร้อมสอนเทคนิคทำความสะอาดที่เหมาะกับสภาพช่องปากของแต่ละคน เพื่อให้อาการไม่กลับมาเป็นวงจรซ้ำอีก
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. เหงือกอักเสบกินยาแก้อักเสบเองได้เลยไหม
ยาแก้ปวดลดอักเสบกลุ่ม NSAIDs ที่ซื้อได้ตามร้านขายยาใช้บรรเทาอาการเองได้ในระยะสั้น โดยกินตามฉลากและหลังอาหารทันที แต่ยาปฏิชีวนะเป็นเรื่องต่างกันโดยสิ้นเชิงและต้องให้ทันตแพทย์สั่ง หากอาการไม่ดีขึ้นใน 3-5 วันควรพบทันตแพทย์แทนการกินยาต่อ
2. กินยาแล้วเหงือกหายบวม ถือว่าหายแล้วหรือยัง
ยังไม่ถือว่าหาย เพราะยาลดการอักเสบและความเจ็บได้ แต่ไม่ได้กำจัดคราบพลัคและหินปูนที่เป็นต้นเหตุ อาการที่หายไปจึงเป็นการสงบชั่วคราวและมักกลับมาอีกเมื่อหยุดยา การขูดหินปูนเป็นขั้นตอนที่ทำให้หายจริง
3. เหงือกอักเสบต้องกินยาปฏิชีวนะทุกครั้งไหม
ไม่จำเป็น เหงือกอักเสบระยะแรกส่วนใหญ่หายได้ด้วยการทำความสะอาดและขูดหินปูนโดยไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะเลย ยากลุ่มนี้จะใช้เมื่อมีการติดเชื้อลุกลาม เช่น มีหนอง มีไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต หรือในผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ ซึ่งทันตแพทย์จะเป็นผู้ประเมิน
4. น้ำยาบ้วนปากใช้แทนการแปรงฟันได้ไหม
ไม่ได้ น้ำยาบ้วนปากลดจำนวนแบคทีเรียในน้ำลายและบนผิวเนื้อเยื่อ แต่ไม่มีแรงกลที่จะขัดคราบพลัคซึ่งเกาะแน่นบนผิวฟันออกได้ จึงต้องใช้ร่วมกับการแปรงฟันและไหมขัดฟันเสมอ และคลอร์เฮกซิดีนไม่ควรใช้ต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์โดยไม่ปรึกษาทันตแพทย์
5. คนท้องเหงือกอักเสบกินยาอะไรได้
พาราเซตามอลเป็นตัวเลือกแรกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับหญิงตั้งครรภ์ ส่วน NSAIDs ควรเลี่ยงโดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้าย และยาทุกชนิดควรผ่านการปรึกษาแพทย์หรือทันตแพทย์ก่อน การขูดหินปูนระหว่างตั้งครรภ์ทำได้ปลอดภัยและช่วงที่เหมาะที่สุดคือไตรมาสที่สอง
6. เหงือกอักเสบกินยาแล้วไม่ดีขึ้น ควรทำอย่างไร
หากครบ 3-5 วันแล้วอาการเท่าเดิมหรือแย่ลง ให้หยุดรักษาเองและนัดพบทันตแพทย์ เพราะมักหมายความว่ามีหินปูนใต้เหงือก ฟันผุถึงโพรงประสาท หรือฟันคุดที่ยาเข้าไม่ถึง การเอกซเรย์และวัดร่องเหงือกจะระบุต้นเหตุได้ชัดเจนและวางแผนรักษาได้ตรงจุด



